กระจายข่าวสุขภาพ
มติบอร์ดให้ สปสช.เก็บ 30 บาท เริ่ม 1 สิงหานี้
14 มิถุนายน 2555

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณาเกณฑ์ร่วมจ่าย 30 บาท คาดเริ่ม 1 ส.ค.นี้ ใช้หลักการสร้างศักดิ์ศรีให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกว่าจะร่วมจ่ายหรือไม่   ส่วนกลุ่มที่ได้รับยกเว้นมีอยู่แล้ว เป็นกลุ่มเดิม เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ  คนยากจน   คาดร่วมจ่าย 30 บาท จะทำให้รพ.มีเงินเพิ่มขึ้นปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนจะได้รับบริการดีขึ้น ทั้งจากนโยบายฉุกเฉินมาตรฐานเดียว พร้อมเดินหน้านโยบายรับบริการได้ทั้งวัน   เปลี่ยนหน่วยบริการจากปีละ 2 ครั้งเป็น 4 ครั้ง เพื่อเพิ่มความสะดวก  

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องทางเลือกเชิงนโยบายการร่วมจ่ายค่าบริการ 30 บาทต่อครั้งของการใช้บริการ

            นายวิทยา กล่าวว่า  การร่วมจ่าย 30 บาทในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เมื่อปี 2544 แต่ก็ได้มีการยกเว้นบางกลุ่มไว้ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ   คนยากจน (ใช้เกณฑ์กระทรวงมหาดไทย )  เป็นต้น แต่ต่อมาในปี 2549 ได้มีการยกเลิกการร่วมจ่ายทั้งหมด อย่างไรก็ตามการร่วมจ่ายค่าบริการยังคงมีประโยชน์เพื่อปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ และสามารถสร้างคุณค่าของการรับบริการได้ ซึ่งรัฐบาลนี้มีนโยบายในการร่วมจ่าย 30 บาท เพื่อเป็นมาตรการในการสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของของประชาชนในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข เป็นมาตรการในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักและร่วมมือในการดูแลตนอง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง เป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพของหน่วยบริการในระบบ และเงินรายได้จากการร่วมจ่ายสามารถนำมาใช้ในการปรับคุณภาพการบริการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเงินร่วมจ่ายและคุณภาพที่เพิ่มขึ้น

            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า   สำหรับแนวทางการร่วมจ่าย 30 บาทนั้น คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 นี้  โดยมีการร่วมจ่ายกรณีที่ประชาชนไปใช้บริการและได้รับยาเท่านั้น  หากไม่มีการสั่งยาก็ไม่ต้องร่วมจ่าย   จะยกเว้น คนยากจน(จากฐานข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย) และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล     ทั้งนี้หน่วยบริการจะมีเงินรายได้จากการร่วมจ่ายคาดว่าปีละ 2,000 ล้านบาท  โดยในอนาคต จะนำไปใช้พัฒนาคุณภาพปฐมภูมิ   หรือการสนับสนุนค่าตอบแทนบุคลากรเป็นต้น   

ทั้งนี้   สำหรับกลุ่มที่ต้องร่วมจ่าย 23 ล้านคน และอีก 24 ล้านคนเป็นกลุ่มยกเว้นการร่วมจ่าย ซึ่งรพ.สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพบริการเพื่อกลับมาตอบสนองตามความต้องการของประชาชนได้ เช่น การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ หรือนำไปจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเพิ่มคุณภาพบริการให้กับประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าตอบแทนตามภาระงานที่เพิ่มขึ้น

            นายวิทยากล่าวว่า   สำหรับคุณภาพที่ประชาชนจะได้รับจากบริการที่ดีขึ้นได้แก่ ประการแรก  ระบบฉุกเฉินสามารถรับบริการที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน และไม่ถูกถามสิทธิ์ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 55   ประการที่   2.การเปลี่ยนหน่วยบริการกรณีย้ายภูมิลำเนาจะง่ายขึ้นจากเดิมที่เปลี่ยนได้ปีละ 2 ครั้ง จะปรับให้มีการเปลี่ยนได้มากขึ้น เป็น 4 ครั้ง   ประการที่ 3.  ประชาชนจะได้รับบริการตามนโยบายรับบริการได้ทั้งวัน   ซึ่งหน่วยบริการทั่วประเทศจะเปิดให้บริการตั้งแต่เช้า   บ่าย โดยเริ่มที่  รพ.ทั่วไป รพ.ศูนย์ รพ.ในสังกัดอื่นๆ เช่น รพ.มหาวิทยาลัย  เป็นต้น   เพื่อลดความแออัดของการบริการ    ขณะเดียวกัน  ประชาชนสามารถขอเปลี่ยนหน่วยบริการประจำในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยใช้บัตรประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น    

 

////////////////////     สำนักประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน สปสช. 13 มิถุนายน 2555